ผู้จัดทำ
     กิจกรรม
     บทความทั่วไป
     ทำเนียบสมาชิก
     link ที่น่าสนใจ
     สมาคมจิตแพทย์
 
 

 
คมมีด.......กรีดหัวใจใคร?  (2005-11-24)

ผู้เขียน : นพ.กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล

          

              คงไม่ต้องกล่าวอ้างถึงความเป็นมา จากข่าวที่เรียกว่าฮ็อตที่สุดข่าวหนึ่งของเมืองไทยปี 2005  ก็คือกรณีสาวที่เป็นมือมีดแทงเด็กนักเรียนโรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานครจนบาดเจ็บสาหัส    ซึ่งการแทง การยิง การฆ่ารายวันก็ไม่เคยจะหยุดพักและทำให้มีผู้ต้องหารายใหม่และรายเก่าเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวันและวันละหลายคนเสียด้วย  แต่ใครจะรู้ว่าฆาตกรเหล่านั้นสภาพจิตใจเป็นอย่างไรบ้าง  คงไม่เฉพาะไม่ใช่รายนี้แต่รวมถึงรายอื่นๆที่เข้าข่ายน่าสงสัยว่ามีความเจ็บป่วยทางจิตหรือไม่ อย่างน้อยก็คงต้องเรียกว่ามีปัญหาสุขภาพจิตแน่ๆ  และ เพราะอะไรเรื่องเหล่านี้ถึงได้รับความสนใจ ความเห็นใจ  บางครั้งก็ปนไปด้วยความสะใจและความรู้สึกต่างๆมากมายที่ไม่สามารถบรรยายได้หมด 

                เรื่องราวของคดีอาชญากรรมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทยนั้นนับวันมีมากขึ้นทุกที จนกรมราชทัณฑ์แทบจะรับภาระไม่ไหวอยู่แล้ว  แม้จะไม่ค่อยมีการหลบหนีอออกมา แต่ทว่าคำว่า คุกแตกก็คงจะเกิดขึ้นอีกไม่นานถ้าไม่จำกัดปริมาณของนักโทษที่เพิ่มขึ้นทุกวัน ทุกวัน และสาเหตุที่เขาและเธอเหล่านั้นตบเท้ากันก้าวสู่แดนแห่งการจำกัดอิสรภาพก็คงไม่พ้นผลพวงจากการกระทำความผิดที่อาจจะรู้หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ที่เกิดขึ้น และก็มีอีกส่วนหนึ่งก็แทบไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนเองทำลงไปนั้นคืออะไร หรือกำลังทำอะไรอยู่ แน่นอนครับผมกำลังกล่าวถึงกลุ่มที่มีปัญหาสุขภาพจิตหรือบางรายถึงขั้นป่วยเป็นโรคทางจิตเวช   ซึ่งผมขอเรียกว่า ผู้ป่วยนิติจิตเวช แล้วก็แล้วกัน 

          มีข้อมูลการศึกษาของจิตแพทย์ท่านหนึ่ง(พญ.ดวงตา ไกรภัสสร์พงษ์) ที่ทำการศึกษาความชุกของความผิดปกติทางจิตเวชในผู้ต้องขังที่มีความผิดปกติทางจิตเวชที่ได้รับการบำบัดรักษาในเรือนจำ  โดยศึกษาผู้ต้องขังทั้งสิ้น 988 คน ในช่วงปี 2544 โดยใช้การสัมภาษณ์เพื่อประเมินความผิดปกติทางจิตเวช   ผลจากการศึกษาพบ ผู้ต้องขังที่ป่วยเป็นโรคจิตเภท ร้อยละ 3.4 โรคซึมเศร้าร้อยละ 10 โรคแมเนีย(อารมณ์แปรปรวน)ร้อยละ 1.4   โรควิตกกังวลทั่วไปร้อยละ 6.6 ส่วนกลุ่มที่เป็น บุคลิกภาพแบบ พวกอาชญากรพบ ร้อยละ 15  นอกจากนี้ผู้ต้องขังที่มีความผิดปกติทางจิตเวชที่ควรได้รับการรักษาโดยเร็วมีอัตราการเข้าถึงการบำบัดรักษาทางจิตเวชที่ต่ำ ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้ที่มีความเสี่ยงทางจิตเวชดังกล่าวก่อคดีซ้ำได้   

                คงไม่น่าแปลกใจว่าการที่ผู้ป่วยจิตเวช โดยเฉพาะโรคจิตเภท(Schizophrenic disorder) ที่ขาดการรักษาอย่างต่อเนื่อง(ต้องขอย้ำว่าขาดการรักษาอย่างต่อเนื่อง แต่มิใช่ผู้ป่วยโรคนี้ทุกคน) พบว่ามีความเสี่ยงที่จะก่อเกิดภาวะอันตรายสูงกว่าประชากรทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ แต่ในขณะเดียวกันนั้นการที่ผู้ป่วยเหล่านี้ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องหรือมีผู้ดูแลเอาใจใส่ รวมถึงการที่สังคมไม่ได้รังเกียจพวกเขาเหล่านั้น ก็มีงานวิจัยศึกษาพบว่าย่อมมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะอันตรายน้อยกว่าประชาชนตามท้องถนนทั่วไป (ที่เป็นพวกอาชญากร)อย่างแน่นอน   

          สำหรับหญิงสาวคนสำคัญที่กระทบกระเทือนต่อวงการจิตเวชและผู้ป่วยโรคจิตเภทของเมืองไทย ที่สังคมส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักว่าโรคนี้คืออะไร  อย่างไรก็ตาม แม้ว่า วันนี้ประชาชนรู้จักโรคจิตเภทมากขึ้นแต่ก็เกือบจะสายไปสำหรับความสูญเสียที่เกิดขึ้นที่ไม่สามารถหาอะไรมาทดแทนได้ มือมีดคนสำคัญก็ได้สร้างความสั่นสะเทือนและความสะพรึงกลัวให้กับสังคม โดยเฉพาะเด็กๆทั้งหลายรวมถึงผู้ปกครองที่แทบจะหัวใจสลายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  อย่างไรก็ตามแม้ว่าสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่ก็เกิดขึ้นแล้ว  เธอคนนี้ก็อาจจะเป็นผู้จุดประกายทางด้านกระแสความคิด สังคมอะไรหลายๆอย่างให้กับเมืองไทย  เช่นวงการจิตเวช วงการนิติจิตเวช  สื่อ สังคม และกฎหมายต่างๆที่ควรได้รับการทำให้ตื่นตัวเพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองประชาชนรวมทั้งตัวของ ผู้กระทำความผิดด้วย   

                เรื่องที่ผมให้ความสนใจและเชื่อว่าหลายๆท่านก็คงสนใจไม่น้อยไปกว่ากันก็คือเรื่องการขาดการดูแลทางด้านสุขภาพจิตที่เพียงพอ ต่อเนื่อง เหมาะสม และมีศาสตร์ด้านอื่นๆที่เข้ามาแข่งขันกับการแพทย์  ยกตัวอย่างเช่น ไสยศาสตร์ รวมถึงระบบการให้การบริการดูแลผู้ป่วยทางด้านจิตเวชของเมืองไทยในขณะนี้ที่เป็นอยู่ ตามที่สื่อโทรทัศน์บางสื่อได้นำเสนอไปแล้วว่า อัตราส่วนจิตแพทย์ หนึ่งคนต่อประชากรเป็นแสนคน  คงสะท้อนความเจริญทางด้านสังคมบ้านเราว่าตามหลังเศรษฐกิจที่ผู้บริหารประเทศกำลังมุ่งพัฒนาอย่างมากเหลือเกิน จนในที่สุดวันนี้วันที่ปัญหาสังคมเริ่มแสดงตัวออกมา  และสังคมก็กำลังตั้งคำถามว่าใครที่เป็นผู้ผิดกันแน่ หญิงสาวมือมีดที่หลายๆคนเห็นหน้าเธอ รอยยิ้มของเธอหรือเปล่า  รวมถึงพฤติกรรมคดีที่เธอทำนั้นแทบจะให้การวินิจฉัยไม่ยากนัก แต่ใครเล่าจะช่วยชี้แจงแถลงไข แต่ที่แน่ๆคงไม่ใครสามารถปิดปากเงียบได้ตลอดรอดฝั่งว่าจะไม่พูดอะไร และปล่อยให้สื่อและสังคมตั้งคำถามไปเรื่อยๆโดยที่ไม่แน่ใจว่าจะเกิดผลดีหรือผลเสียกันแน่ การและพิทักษ์สิทธิของเธอคนนั้นควรจะต้องกระทำหรือไม่   

                 เรื่องที่เกิดนี้เป็นเรื่องที่ยากพอสมควรที่จะพูดถึงพิทักษ์สิทธิของผู้ป่วยคนหนึ่ง แต่ประชาชนอีกหลายๆคนรวมทั้งผู้ป่วยอีกหลายๆคนด้วยก็กำลังถูกเหมารวมว่าพวกเขาเหล่านั้นมีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายในสังคมหรือไม่ ความหวาดระแวงกันเองก็จะตามมาในที่สุด  เมื่อมีการประกาศว่าเธอป่วยจริงๆแล้วในเบื้องต้น สิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องจะต้องทำคือเปลี่ยนวิกฤติที่เกิดขึ้นให้เป็นโอกาสให้ได้  ผู้ที่เกี่ยวข้องในทุกๆด้าน ก็คงต้องมามองว่าการมีกฎหมายสุขภาพจิตเข้ามาคุ้มครองสังคมนั้นเป็นสิ่งที่มีความจำเป็น  ทั้งในเรื่องของกระบวนการนิติจิตเวชที่จะพิทักษ์สิทธิเบื้องต้นของผู้ป่วยที่เป็นผู้ต้องหาโดยการใช้กฎหมาย เข้า มาเกี่ยวข้องนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้สังคมลดกระแสความเกลียดชังผู้ป่วยและเข้าใจว่าจิตแพทย์ก็ทำหน้าที่ตามความเหมาะสม มิใช่ปกป้องผู้กระทำความผิด  จากการที่เข้าใจผิดว่าจะจิตแพทย์ปกป้องและนำผู้ป่วยมารักษาแล้วปล่อยออกไปทำร้ายคนอื่นอีก กับการให้โอกาสคนคนหนึ่งที่ไม่แน่ใจว่าป่วยจริง หรือไม่  ได้มาพิสูจน์ตนเอง อันไหนจะดีกว่า หรือสังคมชอบแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ทั้งๆที่บอกว่าเราเป็นประเทศที่ศิวิไลซ์ อย่างนั้นหรือ  หลังจากนั้นงานที่ยังต้องทำต่อไป คือเรื่องของการร่วมกันพิจารณาว่าประเด็นของการรู้ผิดชอบหรือบังคับตนเองได้หรือไม่  นั้นเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วยหรือเปล่าเพื่อให้กระบวนการยุติธรรมพิจารณาในการให้รับโทษต่อไป ตามประมวลกฎหมายอาญาที่บัญญัติไว้  นี่คือสิ่งที่สังคมน่าจะได้

รับรู้และปรับเปลี่ยนทัศนะคติใหม่     

                งานนี้มีเสียงตอบรับที่หลากหลายทั้งให้กำลังใจกับสิ่งที่ผมและทีมนิติจิตเวชที่กำลังทำงานด้านนี้อยู่อยู่   นอกจากเพื่อให้มี การตื่นตัว เข้าใจ และให้ความสำคัญในเรื่องการดูแลผู้ป่วย เรื่องโรคจิตเภทกันแล้ว ขณะเดียวกันคงต้องอาศัยการให้โอกาสผู้ที่เจ็บป่วยทางจิตเหล่านั้น รวมถึงผู้ป่วยอื่นๆที่ยังไม่ได้ก่อคดีหรือความรุนแรงในสังคมได้รับการเห็นใจและเข้าใจก็เป็นสิ่งที่ต้องทำร่วมกันไปด้วย  เพราะมีผู้ป่วยจิตเภทอีกหลายแสนคนที่ทั้งผู้ป่วยและญาติกำลังทุกข์ทรมานอยู่จากการที่ไม่สามารถยอมรับในความเจ็บป่วยที่ในความจริงแล้ว เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติในสมอง มิใช่เกิดจากนิสัยที่ไม่ดีหรือการเลี้ยงดูที่ไม่ดีของครอบครัวอย่างที่เคยเข้าใจกันมาในอดีต ซึ่งการเจ็บป่วยด้วยโรคนี้ทำให้เกิดผลกระทบต่อผู้ป่วยและญาติที่ต้องเป็นภาระในการดูแลอย่างมาก จนญาติบางคนกล่าวว่าตนเองก็พลอยจะป่วยตามไปด้วย ความทุกข์ทรมานเหล่านี้เปรียบเสมือนบาดแผลที่เจ็บปวดลึกๆอยู่ในใจของพวกเขาเหล่านั้น เพื่อรอวันที่จะมีใครสักคนที่เข้าใจ เห็นใจและช่วยเยียวยาให้บ้าง และในขณะเดียวกันถ้าขาดการเยียวยาที่มีประสิทธิภาพ บาดแผลนั้นก็จะลุกลามออกมาเป็นบาดแผลใหญ่ของคนในสังคมและประเทศชาติต่อไป  สำหรับกรณีที่เกิดขึ้นนี้ก็คงไม่ใช่กรณีแรกและกรณีเดียว แต่จะมีกรณีต่อไปเกิดขึ้นอีกมากมายตามมาถ้าเรายังคงปล่อยให้เป็นอย่างที่เคยเป็นมาในอดีตโดยที่ไม่มีใครยื่นมาเข้ามาช่วยเหลือหรือแก้ไขอย่างจริงจัง   

                 มีคนบางคนเคยบอกให้ผมรับทราบและคิดแบบประโยคที่กล่าวถึงนี้ว่า ขอให้คิดว่า ผู้ต้องหาหญิงรายนี้เป็นผู้ป่วยจิตเภทที่เป็นคนเลวคนหนึ่งของสังคม ไม่ควรเอามาปะปนกับผู้ป่วยจิตเภทอื่นๆให้เป็นมลทินหรือตราบาปของพวกเขาเหล่านั้นเลย    แล้วคุณละครับคิดอย่างไร สำหรับผมเอง แค่คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคของคนคนนั้น (ขอย้ำว่าจากคนที่ไม่ได้เป็นจิตแพทย์)นี้มันบาดลึกลงไปในใจยิ่งกว่าแผลของน้องๆที่ได้รับการบาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้เสียอีก  ผมก็เชื่อว่ามีน้อยคนที่จะคิดแบบนี้ (คนทั่วไปส่วนใหญ่ก็ไม่เคยคิดแบบนี้ มักจะคิดว่าน่ากลัวมากกว่าน่ารังเกียจ)   ในขณะเดียวกันก็ทำให้ผมเองยิ่งเกิดความรู้สึกรักและภาคภูมิใจในความเป็นจิตแพทย์ของตนเองมากขึ้น (ว่าคนที่คิดได้แบบนั้นน่าสงสารเหลือเกินที่เกิดมาเป็นคนจิตใจหยาบกระด้าง)และผมก็เชื่อว่า หลายๆท่านที่ได้อ่านบทความนี้รวมถึงถ้าได้ยินประโยคนั้นกับตนเอง(และตั้งสติดีๆ)ก็คงรู้สึก อะไรบ้างว่ามันทำให้เรารู้สึกเจ็บปวดกับคำพูดที่ขาดความรับผิดชอบ(ของคนที่ไม่เคารพความเป็นมนุษย์) โดยการโยนความผิดไปให้ผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังเจ็บป่วย(แม้ว่าสีหน้าของเธอจะดูไม่ทุกข์ร้อนก็ตาม นั่นเป็นเพราะเธอไม่สามารถแยกโลกความเป็นจริงกับโลกของเธอที่กำลังป่วยอยู่ได้) ทั้งที่เราน่าจะคิดอีกมุมหนึ่งว่าถ้าเราเจ็บป่วยเราจะยอมรับหรือไม่ ทำไมต้องกินยา   ด้วย ความคิดเพียงแค่ฉันไม่อยากเป็นคนบ้า ญาติของเรามีความรู้ความเข้าใจเรื่องโรคมากน้อยขนาดไหน และมียารักษาด้วยหรือ รวมทั้งเป็นไปได้หรือไม่ว่าโดนไสยศาสตร์ หลายหลายเหตุผลที่ทำให้การตัดสินใจมารับการรักษาทางการแพทย์ถูกขัดขวาง   

                อย่างไรก็ตามงานนี้แม้ กระแสความร้อนแรงของข่าวที่เกิดขึ้นยังกรุ่นๆอยู่ แต่ก็ทำให้ สังคมได้บทเรียนที่มีค่าอย่างใหญ่หลวงว่าปัญหาเหล่านี้คือสังคมที่ส่วนหนึ่งก็มีสาเหตุมาจากปัญหาสุขภาพจิต และปัญหาสุขภาพจิตที่เกิดจากปัญหาสังคมก็ยังคงวนเวียนอยู่รอบๆตัวของเราตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับว่าใครจะสามารถตัดวงจรอันนั้นได้ดีกว่ากันและป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาที่เป็นการสูญเสียที่ไม่รู้ว่าจะสายเกินไปเมื่อไร บทเรียนครั้งนี้เป็นโอกาสในการพัฒนา ในเรื่องการพิทักษ์สิทธิผู้ป่วย การช่วยลดตราบาป(destigma)ให้กับผู้ป่วยจิตเวชเหล่านั้น  รวมถึงการช่วยกันผลักดันให้มีกฎหมายสุขภาพจิตออกมาเพื่อการปกป้องคุ้มครองผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมทั้ง สังคม  เกิดความปลอดภัยสงบสุข  โดย การป้องกันไม่ให้มีดที่กรีดหรือทิ่มแทงประชาชนและหัวใจของพวกเรา(โดยทางอ้อม) ได้เปลี่ยนเป็นอาวุธที่ร้ายแรงมากขึ้นไปกว่านี้และจำนวนอาชญากรที่ป่วยทางจิตเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆโดยขาดระบบการดูแลรักษาที่มีประสิทธิภาพอย่างเพียงพอ อีกเลย และนั่นก็เป็นตัวที่บ่งบอกได้อย่างดีว่า คนในสังคมทุกคนไม่เฉพาะบุคลากรทางด้านสุขภาพจิตเท่านั้นที่ควรตื่นตัวและหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ป่วยทางจิตเวชมากขึ้น  และควรมีการช่วยกันผลักดันให้หน่วยงานและคนในสังคมที่เกี่ยวข้องร่วมกันให้ความสำคัญกับการช่วยกันดูแลผู้ป่วยจิตเวชให้ดีกว่าที่เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้เพื่อไม่ให้คมมีดเหล่านั้นได้ไปกรีดหรือปักอยู่ที่ใดที่หนึ่งแต่ก็นำมาซึ่งความเจ็บปวดกับทุกๆคนที่เกี่ยวข้องจะมากจะน้อยก็แล้วแต่   ซึ่งก็ยังไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะเกิดขึ้นกับของคุณหรือคนที่อยู่รอบๆตัวคุณในอนาคตหรือไม่.

 

 

 

               

 

 

 

 

  © 2005 Copyright The Royal College of Psychiatrists of Thailand. All Rights Reserved.