ผู้จัดทำ
     กิจกรรม
     บทความทั่วไป
     ทำเนียบสมาชิก
     link ที่น่าสนใจ
     สมาคมจิตแพทย์
 
 

 
แนวทางปฏิบัติสำหรับจิตแพทย์ในการช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาเอกลักษณ์ทางเพศ 2552  (2011-03-10)

ผู้เขียน :
ไฟล์ดาวน์โหลด : CPG_for_GID.pdf

          
ดาวโหลด แนวทางปฏิบัติฉบับเต็มได้ที่  http://www.rcpsycht.org/attchfile/CPG_for_GID.pdf


แนวทางปฏิบัติทั่วไปสำหรับจิตแพทย์ ในการช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาเอกลักษณ์ทางเพศ3
,4,5,6,7

1. การวินิจฉัยโรค จิตแพทย์ประเมินทางจิตเวชแก่ผู้ที่มีปัญหาเอกลักษณ์ทางเพศ  เพื่อการวินิจฉัยโรคทางจิตเวช  วินิจฉัยแยกโรคหรือภาวะอื่นๆ  และโรคที่พบร่วม  รวมถึงปัญหาบุคลิกภาพ  ปัญหาทางกาย  ปัญหาในครอบครัว และระดับการปรับตัวในชีวิต เพื่อประกอบการวางแผนช่วยเหลือต่อไป

1.1  ข้อมูลที่ใช้ในการวินิจฉัยโรค

     ข้อมูลควรได้จากหลายฝ่าย ทั้งจากผู้ป่วยเอง  พ่อแม่ ญาติพี่น้อง ครูอาจารย์ เพื่อน หรือเพื่อนร่วมงานผู้ใกล้ชิด  ดังต่อไปนี้

1.        ประวัติตั้งแต่เด็กจนถึงวัยรุ่น  จากผู้ป่วย  ครอบครัว  โรงเรียน  และสังคมสิ่งแวดล้อมอื่นๆที่แสดงถึงการแสดงออกทางเพศ

2.        ประวัติครอบครัว  การเลี้ยงดู  บทบาทของพ่อแม่และครอบครัว หน้าที่ของครอบครัว (family functions) ทัศนคติของพ่อแม่ต่อเพศของเด็ก  ความพึงพอใจของพ่อแม่ผู้ปกครองต่อการแสดงออกทางเพศ  ปัญหาที่มีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ต่อลูก  การส่งเสริมให้ลูกแสดงออกตามเพศอย่างถูกต้อง การส่งเสริมบทบาททางเพศที่ถูกต้อง

3.        พัฒนาการทางเพศ (psychosexual development) ตั้งเด็กจนถึงปัจจุบัน

4.        บทบาททางเพศ (gender role) ได้แก่ การแสดงออกทางเพศทั้งที่บ้าน โรงเรียน และสิ่งแวดล้อมอื่น  ตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน  ได้แก่  กิริยาท่าทาง  การพูด  การแต่งกาย  การเล่น  กลุ่มเพื่อน  กิจกรรมที่เข้าร่วม  และการดำเนินชีวิตอื่นๆ

5.        การตรวจร่างกาย  เพื่อแยกโรคหรือภาวะทางกายที่อาจทำให้เกิดภาวะนี้  รวมทั้งการตรวจทางกายพิเศษที่จำเป็น

6.        การตรวจสภาพจิตใจ  (mental status examination)  เพื่อประเมินจิตใจโดยทั่วไป  และประเมินเรื่อง การบอกเพศตนเอง (core gender) บทบาททางเพศ (gender role)  ความพึงพอใจทางเพศ (sexual orientation)  และ พยาธิสภาพทางจิตใจอื่นๆ เช่น อาการโรคจิต  (psychosis)  ความสับสนไม่แน่ใจในเอกลักษณ์ตนเอง (identity confusion)

7.        การตรวจอื่นที่มีข้อบ่งชี้ เช่น การทดสอบทางจิตวิทยา (psychological test)

8.        ประวัติการทดลองใช้ชีวิตแบบเพศตรงกันข้าม (ถ้ามี) ประกอบด้วยการแต่งกาย  กิจกรรม  การเข้าสังคม ระยะเวลา  ความต่อเนื่อง  และผลจากการการทดลองใช้ชีวิตแบบนั้น

9.        การทดลองใช้ชีวิตแบบเพศตรงกันข้าม  โดยให้มีการแต่งกาย  กิจกรรม  การเข้าสังคมเช่นเดียวกับเพศตรงกันข้าม อย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 12 เดือน  และผลจากการการทดลองใช้ชีวิตแบบนั้น

จิตแพทย์ควรบันทึกข้อมูลดังกล่าวอย่างละเอียด สามารถตรวจสอบได้

1.2  การวินิจฉัยโรคทางจิตเวช (psychiatric diagnosis)8,9  จิตแพทย์ประเมินและให้การวินิจฉัยในด้านต่างๆ 5 ด้าน  ดังต่อไปนี้  และบันทึกผลเป็นลายลักษณ์อักษร 

1.        โรคทางจิตเวช  ใช้เกณฑ์การวินิจฉัยโรคทางจิตเวชขององค์การอนามัยโลก (ICD-10)9

2.        ปัญหาบุคลิกภาพ  ความสามารถในการปรับตัว

3.        โรคทางร่างกายที่มีผลต่อการปรับตัว

4.        ปัญหาในครอบครัว  การยอมรับจากครอบครัว

5.        ระดับความสามารถปรับตัวในปัจจุบัน  และ ในระยะเวลา 12 เดือนก่อนหน้านั้น

 

2. การช่วยเหลือเบื้องต้นสำหรับ ผู้ที่มีปัญหาเอกลักษณ์ทางเพศ

          เมื่อจิตแพทย์ประเมินเบื้องต้นในข้อ 1 แล้ว  การวางแผนการช่วยเหลือให้เป็นไปตามโรคทางจิตเวช  หรือภาวะที่พบ  โดยมีแนวทางดังนี้

            2.1 ส่งเสริมพัฒนาการทางเพศตามปกติ 

1. ให้ความรู้ทางเพศแก่ผู้ที่มีปัญหา  ตามสภาพพัฒนาการทางจิตใจ และความสามารถในการรับข้อมูล

2.ให้ความรู้ทางเพศแก่ครอบครัว (พ่อแม่ ญาติพี่น้องที่เกี่ยวข้อง) ทัศนคติทางเพศ  การเลี้ยงดู  การส่งเสริมพฤติกรรมทางเพศที่เหมาะสมไม่ให้ผิดเพศ

3. ให้ความรู้ทางเพศแก่ครูอาจารย์ที่เกี่ยวข้อง  เพื่อส่งเสริมให้มีพฤติกรรมเหมาะสมทางเพศที่โรงเรียน

2.2 ทดลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เป็นไปตามเพศของตนเอง  ประกอบด้วย

1. ให้ความรู้เรื่องบทบาททางเพศที่เหมาะสม ตรงกับเพศตนเอง  และส่งเสริมการแสดงออกทางเพศตรงตามเพศตนเอง

2. ให้คำปรึกษาสร้างแรงจูงใจให้เปลี่ยนพฤติกรรม  ให้มีพฤติกรรมทางเพศตรงตามเพศตนเอง

3. ให้การรักษาแบบพฤติกรรมบำบัด  เพื่อเปลี่ยนให้มีพฤติกรรมตรงตามเพศตนเอง

4. ให้คำปรึกษาแนะนำพ่อแม่ เรื่องวิธีการเลี้ยงดูเด็ก

5. ให้คำปรึกษาแนะนำครูอาจารย์ในโรงเรียน เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมตามเพศที่ถูกต้องตรงตามเพศของตนเอง

2.3 ติดตามการเปลี่ยนแปลงของอาการ  ผู้รักษาให้ความช่วยเหลือในข้อ 2.2 อย่างต่อเนื่องจนผู้นั้นเข้าสู่วัยรุ่น  หลังจากนั้นผู้รักษาทบทวนการวินิจฉัยอีกครั้ง  แล้วให้การช่วยเหลือหรือการรักษาต่อไปตามการวินิจฉัยภาวะหรือโรคนั้นๆ

 

3. การช่วยเหลือหรือรักษาผู้ที่มีปัญหาเอกลักษณ์ทางเพศประเภทต่างๆ

            หลังจากจิตแพทย์วินิจฉัยโรคแล้ว  จะวางแผนช่วยเหลือบุคคลนั้นให้สอดคล้องกับการวินิจฉัยโรคและภาวะต่างๆ  ดังนี้

3.1 การช่วยเหลือผู้ที่มี ภาวะรักร่วมเพศ (homosexualism)

การช่วยเหลือประกอบด้วย

·      การให้ความรู้เรื่องภาวะรักร่วมเพศ (psychoeducation) แก่บุคคลนั้น  และครอบครัว

·      การแนะนำปรึกษาเรื่องการปรับตัว  การแสดงออก 

·      การให้คำปรึกษาแนะนำพ่อแม่และครอบครัว  ให้เข้าใจ ยอมรับ  ไม่คาดหวังให้กลับมาเป็นรักต่างเพศ (heterosexual)  และยังคงมีความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวต่อไป

·      การช่วยเหลือทางจิตใจสังคมอื่น  เช่น การปรับตัว  การจัดการกับความเครียดและอารมณ์ซึมเศร้า  การมีคู่รัก  การแต่งงาน  การดำเนินชีวิตคู่  เป็นต้น

·      การให้ความรู้และแนวทางปฏิบัติแก่ครูอาจารย์สำหรับการดูแลนักเรียนที่มีภาวะรักร่วมเพศ

3.2 การรักษาโรครักร่วมเพศที่มีความขัดแย้งภายในตน (Egodystonic homosexualism)

การช่วยเหลือประกอบด้วย

·      การให้ความรู้เกี่ยวกับโรคนี้ (psychoeducation) แก่ผู้นั้น  และครอบครัว

·      การแนะนำปรึกษาเรื่องการปรับตัว  การแสดงออก 

·      การให้คำปรึกษาแนะนำพ่อแม่ ครอบครัว  ให้เข้าใจ เตรียมตัว  เตรียมใจ เพื่อยอมรับ  ไม่คาดหวังสูงว่าจะกลับมาเป็นรักต่างเพศ (heterosexual)  และยังคงมีความสัมพันธ์ดีในครอบครัวต่อไป

·      การช่วยเหลือทางจิตใจสังคม  เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าใจตนเอง  เลือกและยอมรับเพศตามสภาพที่เหมาะสมกับตนเอง ตามที่ตนเองเลือก และมีชีวิตอย่างเป็นสุขต่อไปได้

 

3.3  การรักษาโรค Transsexualism

หลักการ ผู้รักษาประกอบด้วย  จิตแพทย์ กุมารแพทย์หรืออายุรแพทย์เฉพาะทางระบบต่อมไร้ท่อ  สูตินรีแพทย์และศัลยแพทย์  ให้เป็นไปตามขั้นตอนตามประกาศฯ และข้อบังคับแพทยสภาฯ  และสอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติของราชวิทยาลัยฯที่เกี่ยวข้อง

 
 
 
 

แนวทางปฏิบัติสำหรับจิตแพทย์ในการรักษาโรค Transsexualism3,10,11,12,13,14,15

(Clinical Practice Guidelines for Psychiatrist  in Treatment of Transsexualism)

จิตแพทย์ผู้รักษา  ดำเนินการเป็นลำดับขั้นตอน  ตั้งแต่แรกดังนี้

1. การวินิจฉัยโรคทางจิตเวช

จิตแพทย์ประเมินและวินิจฉัยโรคทางจิตเวช (psychiatric disorder)  และโรคที่พบร่วม (co-morbid psychiatric disorders or conditions)  โดยใช้เกณฑ์การวินิจฉัยโรคขององค์การอนามัยโลก (ICD-10)  และลงความเห็นการวินิจฉัยด้านต่างๆ 5 ด้าน ดังนี้

1.        โรคทางจิตเวช การวินิจฉัยโรค Transsexualism  (F64.0)  ใช้เกณฑ์การวินิจฉัยโรค ขององค์การอนามัยโลก (ICD-10)9

2.        ปัญหาบุคลิกภาพ  ความสามารถในการปรับตัว

3.        โรคทางร่างกายที่มีผลต่อการปรับตัว

4.        ปัญหาในครอบครัว  การยอมรับจากครอบครัว

5.        ระดับการปรับตัวในปัจจุบัน  และ ในระยะเวลา 12 เดือนก่อนหน้านั้น

 

2. การรักษาเบื้องต้น

·      การให้ความรู้ (psychoeducation) แก่ผู้ป่วยและครอบครัว ดังต่อไปนี้

1.1.   ความรู้เรื่องโรค (knowledge about transsexualism)

1.2.   ความรู้เรื่องกระบวนการรักษา (knowledge about the process of treatment)

1.3.   ความรู้เรื่องผลที่จะเกิดขึ้นในกระบวนการรักษา และหลังการรักษา เช่น  ผลของการใช้ยา  ฮอร์โมน ผลของการผ่าตัด  ผลแทรกซ้อน  ผลทางกฎหมาย การปรับตัว

·      การให้คำปรึกษาพ่อแม่ในการเลี้ยงดู  หรือครอบครัวบำบัด (family counseling or family therapy) ให้คำแนะนำปรึกษาพ่อแม่ ครอบครัว  ให้เข้าใจและยอมรับ  และมีบทบาทที่ถูกต้อง  ส่งเสริมการเลี้ยงดู ปรับทัศนคติครอบครัวให้ยอมรับการเลือกสภาพเพศของผู้ป่วย ไม่คาดหวังจากผู้ป่วยมากเกินไป  โดยยังคงมีความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวต่อไป 

·      การให้คำปรึกษาแนะนำหรือจิตบำบัดรายบุคคล (individual counseling or psychotherapy) ให้คำแนะนำปรึกษาหรือจิตบำบัด ในเรื่องการปรับตัว  การแสดงออก  ปัญหาที่คาดว่าจะเผชิญในอนาคต และการช่วยเหลือทางจิตใจสังคม

3. การทดลองให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตเป็นเพศตรงกันข้าม ตามที่ตนต้องการ (real life experience)

จิตแพทย์วางแผนร่วมกับผู้ป่วยและครอบครัว  ในการทดลองให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตเป็นเพศตรงกันข้าม โดยมีการประเมินและบันทึกผลการปรับตัวอย่างสม่ำเสมอ ทุก 3-6 เดือน  เป็นเวลาอย่างน้อย 12 เดือน เพื่อให้ผู้ป่วยเรียนรู้ เผชิญปัญหาจริง  และฝึกการปรับตัว  

การทดลองใช้ชีวิตแบบเพศตรงกันข้าม  ประกอบด้วยการปรับตัวให้เป็นที่ยอมรับในสถานการณ์ต่างๆ ต่อไปนี้

·      การแต่งกายแบบเพศตรงกันข้ามตลอดเวลา 

·      การเข้าร่วมกิจกรรม  กลุ่มเพื่อน  กีฬา  งานอดิเรก

·      การใช้ชีวิตในสังคม  ที่มีการแยกกิจกรรม หรือ สถานที่ที่มีการกำหนดเพศ   เช่น  ห้องน้ำสาธารณะ 

·      การดำเนินชีวิตเกี่ยวกับการเรียนหรือการทำงาน  ความสัมพันธ์กับบุคคล  การถูกตรวจสอบเพศโดยเจ้าหน้าที่ 

·      การเผชิญปัญหาอุปสรรคที่คาดว่าจะเกิดขึ้น เช่น  การเกณฑ์ทหาร การใช้คำนำหน้า ที่ไม่สามารถเปลี่ยนจากนายเป็นนางสาวได้  การไม่ยอมรับของครอบครัวเพื่อนและสังคม อุปสรรคในการใช้สถานที่ หรือกิจกรรมบางอย่าง 

ในกรณีที่ผู้ป่วยให้ประวัติว่าก่อนพบจิตแพทย์   ได้ทดลองดำเนินชีวิตแบบเพศตรงกันข้ามด้วยตัวเองมาแล้วอย่างน้อย 12 เดือน ให้จิตแพทย์ใช้ดุลยพินิจประเมินจากข้อมูลรอบด้านจากหลายแหล่ง เช่น  จากผู้ป่วย  พ่อแม่ญาติ ครูอาจารย์ เพื่อน และเพื่อนร่วมงาน ฯลฯ เพื่อให้ได้ข้อสรุปว่าการดำเนินชีวิตที่ได้ทำมาก่อนหน้าแล้วนั้น  มีรายละเอียดที่ครอบคลุมการทดลองใช้ชีวิตแบบเพศตรงกันข้ามตามสถานการณ์ต่างๆข้างต้นนี้จริง  มีความต่อเนื่องยาวนานอย่างน้อย 12 เดือนจริง และผู้ป่วยปรับตัวได้จริง  ในกรณีเช่นนี้จิตแพทย์สามารถลงความเห็นได้ว่าผู้ป่วยผ่านการทดลองใช้ชีวิตแบบเพศตรงกันข้ามได้สำเร็จมาแล้ว 

 

4. การติดตามการรักษา  และการปรึกษาแพทย์ที่เกี่ยวข้อง

หลังการช่วยเหลือทางจิตใจสังคม  จิตแพทย์จะประเมินความคิดผู้ป่วยเกี่ยวกับเพศสภาพตนเอง  ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่  ถ้าผู้ป่วยได้ทดลองใช้ชีวิตแบบเพศใหม่แล้วปรับตัวได้ดี และยังคงมีความต้องการแปลงเพศ  จิตแพทย์จะให้ความรู้ผู้ป่วยในเรื่องการแปลงเพศ ดังนี้

            4.1 ขั้นตอนต่อไปของการแปลงเพศ  ปัญหาทางจิตใจ สังคม และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง  และอุปสรรคต่างๆ เช่น  ไม่สามารถเปลี่ยนคำนำหน้าจากนาย เป็นนางสาว  ยังไม่มีกฎหมายรองรับเพศสภาพใหม่  เป็นต้น

            4.2 การปรึกษากุมารแพทย์หรืออายุรแพทย์เฉพาะทางระบบต่อมไร้ท่อ16เพื่อพิจารณาการใช้ฮอร์โมนหรือยา ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ยังสามารถเปลี่ยนกลับเป็นสภาพเดิมได้   ข้อบ่งชี้และระยะเวลาที่เริ่มต้นให้ฮอร์โมนขึ้นอยู่กับการพิจารณาของกุมารแพทย์หรืออายุรแพทย์เฉพาะทางระบบต่อมไร้ท่อ 

            4.3 การผ่าตัด  จะทำได้เมื่อจิตแพทย์มีความเห็นว่ามีความพร้อมต่อการผ่าตัดแปลงเพศ  ซึ่งประเมินจาก การวินิจฉัยโรคทางจิตเวช  บุคลิกภาพ  การปรับตัวทั่วๆไปที่ผ่านมา  และผู้ป่วยได้ผ่านผ่านการทดลองใช้ชีวิตเป็นเพศตรงกันข้ามและสามารถปรับตัวได้ดีอย่างน้อย 12 เดือน17,18,19  โดยจิตแพทย์จะมีจดหมายแสดงความเห็นไปยังแพทย์ผู้จะผ่าตัด (ดูภาคผนวก)   ในขั้นตอนการปรึกษาแพทย์ผ่าตัดต่อไป

            4.4  การผ่าตัดแปลงเพศ  การพิจารณาขึ้นอยู่กับสูตินรีเวชแพทย์หรือศัลยแพทย์ ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทีมผู้รักษา แพทย์ผู้ผ่าตัดจะขอให้จิตแพทย์คนที่ 2 ตรวจเพื่อวินิจฉัยโรคทางจิตเวชอีกครั้ง  จึงจะพิจารณาผ่าตัดให้ได้ 

 
 5. การปรึกษากุมารแพทย์หรืออายุรแพทย์เฉพาะทางระบบต่อมไร้ท่อ16 

หลังจากจิตแพทย์ช่วยเหลือและติดตามผลการรักษาตามขั้นตอนข้างต้นแล้ว ผู้ป่วยยังคงมีความต้องการแปลงเพศ   จิตแพทย์ส่งปรึกษากุมารแพทย์หรืออายุรแพทย์เฉพาะทางระบบต่อมไร้ท่อ เพื่อพิจารณาการรักษาด้วยฮอร์โมนหรือยา  และติดตามผลก่อนการส่งปรึกษาแพทย์ผู้ผ่าตัดแปลงเพศ

 

6. การปรึกษาแพทย์ผู้ผ่าตัดแปลงเพศ (ศัลยแพทย์ หรือ สูตินรีเวชแพทย์) 

ถ้าผู้ป่วยมีความต้องการผ่าตัดแปลงเพศ  จิตแพทย์ผู้รักษาจะส่งผู้ป่วยเพื่อปรึกษาแพทย์ผู้ผ่าตัดแปลงเพศ (ศัลยแพทย์ หรือ สูตินรีเวชแพทย์)  พร้อมจดหมายแสดงความคิดเห็น (letter of recommendation) ระบุสิ่งที่จิตแพทย์ได้ดำเนินการไปแล้ว ต่อไปนี้

1.        การตรวจวินิจฉัยโรคทางจิตเวช

2.        แผนการรักษา  ผลการรักษาและผลการติดตามโดยจิตแพทย์ 

3.        ความเห็นของจิตแพทย์ต่อการพิจารณาผ่าตัดและการประเมินความพร้อมในการรับการผ่าตัดแปลงเพศ

แพทย์ผู้ผ่าตัดแปลงเพศ  จะให้ความรู้ผู้ป่วยเรื่องกระบวนการผ่าตัด ผลการผ่าตัด ผลทางร่างกายหลังการผ่าตัด  ปัญหาและผลแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นหลังการผ่าตัด ทั้งระยะสั้นและระยะยาว เช่น  การติดเชื้อ  การตีบตันท่อปัสสาวะ  การตอบสนองทางเพศที่อาจไม่ดี  เมื่อผ่าตัดแล้วไม่สามารถผ่าตัดกลับคืนมาเป็นเพศเดิมได้อีก และอาจไม่สามารถมีลูกได้  หลังจากนั้นถ้าผู้ป่วยยังต้องการผ่าตัดแปลงเพศ  แพทย์ผ่าตัดจะส่งผู้ป่วยไปขอความเห็นในเรื่องการวินิจฉัยโรคทางจิตเวชจากจิตแพทย์อีกหนึ่งคน  เพื่อตรวจ วินิจฉัยและให้จดหมายแสดงการวินิจฉัยทางจิตเวชยืนยันว่าเป็นโรค Transsexualism ตรงกันกับจิตแพทย์ท่านแรก ซึ่งเป็นโรคที่มีข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดแปลงเพศ 

 

7. การติดตามการรักษา17,18,19,20,21 

จิตแพทย์ประเมินผลการรักษาอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ  ทั้งก่อนและหลังการรักษาด้วยฮอร์โมน  และการผ่าตัดแปลงเพศ   หลังการผ่าตัดแปลงเพศแล้ว จิตแพทย์ผู้รักษาควรติดตามผลต่อไปอีก 12 เดือน

 

การลงความเห็นของจิตแพทย์คนที่ 2 ในการวินิจฉัยโรค Transsexualism

            ในกรณีที่ผู้ป่วยขอผ่าตัดแปลงเพศ  จิตแพทย์คนที่ 2  จะได้รับการขอร้องให้ตรวจยืนยันการวินิจฉัยโรคเป็นคนที่ 2  ตามข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม เรื่อง หลักเกณฑ์การรักษาเพื่อแปลงเพศ พ.ศ. 2552  ให้จิตแพทย์ประเมินทางจิตเวช  วินิจฉัยโรคทางจิตเวช  และเขียนจดหมาย (letter of recommendation) แสดงผลเฉพาะการตรวจและวินิจฉัยโรคทางจิตเวช  ให้แพทย์ผู้พิจารณาการผ่าตัดแปลงเพศ 

            แพทย์ผู้ผ่าตัดจะผ่าตัดแปลงเพศได้  เมื่อความเห็นการวินิจฉัยของจิตแพทย์ทั้งสองคนตรงกันว่าผู้ป่วยเป็นโรค Transsexualism 


เอกสารแนบ : ดาวน์โหลด
 

  © 2005 Copyright The Royal College of Psychiatrists of Thailand. All Rights Reserved.